Tel. 0800-555-555 | 0900-555-555 |

เจาะลึก 4 ทีมสุดแกร่งใครจะเป็นแชมป์ยูโร 2020

หลังจากโม่แข้งกันมาอย่างยาวนาน ในที่สุดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 ก็ได้ 4 ทีมสุดท้ายที่จะลงเล่นในรอบรองชนะเลิศแล้ว อีกไม่นานก็รู้แล้วว่าใครเป็นแชมป์

สเปนตัดเชือกอิตาลี และ อังกฤษพบเดนมาร์ก

สี่ทีมที่ผ่านเข้ามามีศักยภาพทั้งสิ้น หากทีมไหนคว้าแชมป์ไปครองก็นับว่ามีความเหมาะสมทั้งนั้น แม้แต่ทีมม้ามืดอย่าง “โคนม” ก็ประมาทไม่ได้

และที่สำคัญเกมพีกของยูโร 2020 ก็คือการห้ำหั่นกันในรอบตัดเชือกนี่แหละ

ไฮไลต์สำคัญก็คือเกมที่เวมบลีย์ ที่ทีมเต็ง 1 ในขณะนี้ “สิงโตคำราม” อังกฤษจะเล่นในบ้านตัวเองเจอกับเดนาร์กอดีตแชมป์ยูโร 1992 เป็นเกมที่ทุกคนต้องโฟกัสอย่างแน่นอน

อังกฤษ

“สิงโตคำราม” ออกสตาร์ตในรอบแรกอย่างไม่หวือหวานัก แต่ก็เริ่มแสดงให้เห็นว่าแกร่งทั่วแผ่นตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เอาชนะคู่ปรับเก่าอย่าง “อินทรีเหล็ก” เยอรมนีลงได้ และมาท็อปฟอร์มในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ถล่มยูเครน 4-0

จุดแข็งของอังกฤษก็คือเกมรับอย่างแน่นอน เพราะลงเล่นในยูโร 2020 มา 5 นัดยังไม่เสียประตูเลย และนับตั้งแต่แฮร์รี แม็คไกวร์ ฟิตกลับมาลงเล่นก็ทำให้ใครก็เจาะประตูยาก แถมแม็คไกวร์ยังมีจุดเด็ดในการเล่นลูกเซ็ตพีซอีก

แผงห้องเครื่องถือว่าเกเร็ธ เซาธ์เกตมีนักเตะให้เลือกใช้งานมากมาย มีดีแคลน ไรซ์ กับ คัลวิน ฟิลลิปส์ เป็นตัวหลักในการช่วยตัดเกม และหากเน้นรับก็จะขยับลุค ชอว์ กับคีแรน ทริปปิเยร์ มาเป็นวิงแบ็ก แต่ถ้าเน้นเกมรุกก็จะเลือกระหว่างเจดอน ซานโช,แจ็ค กรีลิช ในการช่วยกันปั้นเกม ส่วนแดนหน้าราฮีม สเตอร์ลิงกับแฮร์รี เคน สองคนยิงไปแล้ว 6 ประตู การได้เล่นในเวมบลีย์ยิ่งทำให้ “สิงโตคำราม” กุมความได้เปรียบเข้าไปใหญ่

เดนมาร์ก

ทีม “โคนม” ผ่านเข้ารอบมาด้วยฟอร์มสุดแสนอัศจรรย์ นัดแรกคริสเตียน อีริกเซน หัวใจล้มเหลวคาสนามต้องเปลี่ยนตัวออก และพ่ายฟินแลนด์ 0-1 แต่เดนมาร์กที่มีแค่ 3 แต้มก็ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมและถล่มเดนมาร์ก 4-0 พอเข้ารอบ 8 ทีมก็เบียดเอาชนะสาธารณรัฐเชก 2-1 ผ่านเข้ารอบตัดเชือกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1992

เดนมาร์กยิงไปแล้ว 11 ประตู แม้ไม่มีนักเตะระดับบิ๊กเนม แต่ทีมเวิร์กยอดเยี่ยม การเคาะบอลสั้นไหลตามช่องไหลลื่น การเล่นบอลจังหวะหนึ่งสองแม่นยำมาก เกมรับเหนียวแน่น และผู้เล่นในแผงมิดฟิลด์และกองหน้าจะลงมาช่วยไล่บอลตลอดเวลา กองหน้าอย่างมิกเคล ดามส์การ์ด,แคสเปอร์ โดลเบิร์ก และ มาร์ติน เบร็ตเว็ตต์ คล่องแคล่ว และเร็วจัด น่าจะสร้างปัญหาให้แนวรับ “สิงโตคำราม” ได้เหมือนกัน

เดนมาร์กและอังกฤษเคยเสมอกัน 0-0 ในยูโร 1992 ในรอบแบ่งกลุ่ม และ “โคนม” คว้าแชมป์ไปครอง แต่อีกสิบปีต่อมา อังกฤษเอาชนะ 3-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายในเวิลด์ คัพ 2022 และในศึกยูฟา เนชั่นส์ลีก 2020 เสมอกัน 0-0 ที่โคเปนเฮเกน และเมื่อกลับมาเล่นที่เวมบลีย์ “โคนม” บุกมาเอาชนะ 1-0 โดยอีริกเซ่นทำประตูชัย

โอกาสชนะของเดนมาร์กก็คือการเล่นเพื่อ “อีริกเซ่น” ในขณะที่อังกฤษอยู่ในช่วงขาขึ้น แกร่งทั่วแผ่น และแฟนบอลก็เชื่อว่าจะได้เชียร์ “สิงโตคำราม” ในนัดชิงชนะเลิศที่เวมบลีย์อย่างแน่นอน

ส่วนคู่ตัดเชือกอีกคู่ก็น่าสนใจ

อิตาลีและสเปนเคยเป็นทั้งแชมป์โลกและแชมป์ยุโรปกันมาทั้งคู่ และเป็นทีมในยุค “นิว เจอเนเรชั่น” เป็นช่วงผลัดใบของนักเตะใหม่มาแทนที่ “เสือเฒ่า” ที่เริ่มโรยราไป

ในยุครุ่งเรือง “กระทิงดุ” เคยถล่มอิตาลี 4-0 ประตูคว้าแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 มาครอง แต่ในยูโร 2016 อิตาลีก็เอาชนะสเปน 2-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

การเจอกันครั้งนี้ด้วยพลังเลือดใหม่จึงน่าสนใจว่าทีมไหนจะผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศและลุ้นแชมป์

สเปน

ทีม “กระทิงดุ” อยู่ภายใต้การคุมทีมของหลุยส์ เอ็นริเก้ อดีตดาวดังทีมชาติสเปน แม้ฟอร์มสองนัดแรกในรอบแบ่งกลุ่มจะกระท่อนกระแท่นไปหน่อยแต่ก็มาระเบิดฟอร์มในเกมถล่มสโลวะเกียในนัดสุดท้ายของรอบ

แรก แล้วก็มาเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายในเกมสุดดรามาเอาชนะโครเอเชียหวุดหวิดที่ดวลกัน 120 นาทีสุดท้าย และรอบ 8 ทีมสุดท้ายก็ดวลจุดโทษเอาชนะสวิตเซอร์แลนด์มาได้

เกมรับของสเปนถือว่าลงตัวพอสมควร เปา ตอร์เรส และ อายเมริก ลาพอร์ต เข้าขากันได้ดีพอสมควร และมีจอร์ดี้ อลาบา แบ็กตัวเก๋าที่เติมเกมรุกได้ดี

ในขณะที่แผงกลางเมื่อได้ เซร์คิโอ บุสเกตส์ กัปตันทีมลงมาคุมเกมทำให้เกมรุก-รับไหลลื่น อีกคนที่เด่นเป็นพิเศษก็คือไอ้หนูเปดรี้ ที่เชื่อมเกมได้ดี เก่งเกินวัย ปัญหาของทีมน่าจะอยู่ในแนวรุกมากที่สุด อัลวาโร โมราโต้ ยังใช้โอกาสเปลืองเกินไปเช่นเดียวกับเกราร์ด โมเรโน

สเปนจึงเป็นทีมที่ครองบอลเหนียว เคาะบอลตามช่องได้ไหลลื่น แต่ปัญหาที่ยังแก้ไม่หายก็คือกองหน้า เจอกับทีมแกร่งทั่วแผ่นอย่างอิตาลีจึงหนักแน่นอน

อิตาลี

ทีมอัซซูรีก็คุมทีมโดยโรแบร์โต้ มันชินี อดีตดาวดังทีมชาติอิตาลีเช่นกัน มันชินีคือผู้พลิกโฉมหน้าทีมชาติอิตาลีชุดนี้ด้วยการเป็นทีมที่เล่นเกมรุกแลกหมัดได้อย่างทรงพลัง ในขณะที่เกมรับยังเหนียวแน่นเสียประตูยากมาก ทำให้อิตาลีไม่แพ้ใครมา 32 นัด และในยูโร 2020 เพิ่งเสียไป 3 ประตูเท่านั้น

แต่จุดแข็งจริงๆ ของพลพรรคอัซซูรีก็คือการเล่นเป็นทีมเวิร์ก ไม่มีดาราเด่นในทีม นักเตะทุกคนที่ลงสนามทุกคนเล่นอย่างหิวกระหายชัยชนะ เสียดายที่เลโอนาร์โด้ สปินาซโซลา แบ็กซ้ายจอมบุกบาดเจ็บในเกมกับเบลเยียมหมดสิทธิ์ลงเล่นไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศ

อิตาลีเล่นเป็นทีมได้ดี และคู่ปราการหลังอย่างจอร์โจ้ คิเอลลินี-เลโอนาร์โด้ โบนุชชี แข็งแกร่งมาก ส่วนด่านสุดท้ายอย่างจานลุยจิ ดอนนารุมมา ก็เหนียวหนึบ

แผงมิดฟิลด์ของอิตาลีครบเครื่องมาก มีจอร์จินโญ่ กับ มาร์โก แวร์ลัตติ เป็นตัวคุมจังหวะเกม และตัวพลิกเกมก็มีทั้งนิโคโล บาเรลลา และสามประสานในแดนหน้าทั้ง เฟเดริโก เคียซา,ลอเรนโซ อินซิเญ และ ชิโร อิมโมบิเล เป็นทีเด็ดจริงๆ

ทีมชาติอิตาลีชุดนี้ถือว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะผ่านไปคว้าแชมป์ แต่เจอกับสเปนมักจะสูสีทุกทีไป แต่เชื่อว่าเร้าใจแน่ เพราะเป็นบอลเกมบุกทั้งสองทีม